If Clause – แกรมม่าต้องรู้ก่อนสอบ TOEIC

สรุป IF Clause หรือ Conditionals ไว้ในบทความเดียว

Admin

Table of Contents

If Clause (Conditionals)

Conditionals หรือ ประโยคเงื่อนไขมักจะมาคู่กับคำว่า if หรือคำที่ใช้ if เช่น when, providing provided และ supposing ประโยคเงื่อนไงในภาษาอังกฤษมีด้วยกัน 4 แบบ ดังนี้

แบบที่ 1

If [Present simple tense], [Present simple tense]

ใช้เมื่อต้องการบอกถึงเหตุการณ์ที่เมื่อเกิด A เกิด B ต้องเกิดตามมาอย่างแน่นอน ไม่มีทางเป็นอื่นไปไม่ได้ เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ เช่น

  • If you heat up ice, it melts.
    ถ้าคุณให้ความร้อนกับน้ำแข็ง มันก็จะละลาย
  • You get tired if you don’t sleep.
    คุณจะเหนื่อยถ้าไม่นอน

แบบที่ 2

If [Present simple tense], [future simple tense]

ใช้เมื่อต้องการคาดการณ์ว่าถ้า A เกิดขึ้น B น่าจะเกิดตามมา มีความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ B จะเกิดตามมา แต่จะไม่แน่นอน 100% 
(ต่างจากแบบที่ 1 คือ เหตุการณ์ B เกิดตามมาแน่นอน) เช่น

  • If you exercise for at least 2 hours,  you will get healthier.
    (ถ้าคุณออกกำลังกายอาทิตย์ละ 2 ชั่งโมงเป็นอย่างน้อย คุณจะแข็งแรงขึ้น)
  • Dang will graduate this year if he keeps on working hard like this.
    (Dang จะเรียนจบในปีนี้ ถ้าเขายังคงขยันทำงานแบบนี้)

เห็นได้ว่าประโยคตัวอย่างนั้น เหตุการณ์หลังยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นเพียงคาดการณ์ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ผู้พูดมั่นใจว่าเหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดตามมาแน่ๆ ถ้าเงื่อนไขเป็นไปตามเงื่อนไขที่พูดไว้

เราสามารถใช้คำว่า may, can, shall แทน will ได้ด้วยหากมีความมั่นใจน้อยลงว่าสิ่งนั้นจะเกิดมาเงื่อนไข เช่น

  • If you apply for this position, you might get it.
    ถ้าคุณสมัครตำแหน่นี้คุณน่าจะได้มันนะ

แบบที่ 3

If [Past simple tense], [would + v1]

ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 3 จะใช้เพื่อบอกเงื่อนไขของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ส่วนใหญ่แล้วจะใช้บอกสิ่งที่เราฝันถึง สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นแต่เป็นไปได้ยาก มีโอกาสเกิดได้น้อย [เหตุการณ์ในประโยคแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นจริงๆ เป็นสิ่งที่อยากให้เกิด หวังให้เกิดขึ้นเท่านั้น]

  • If he got this job, he would be very good at it.
    ถ้าเขาได้งานนี้เขาคงทำมันได้ดีมาก(แต่โอกาสได้งานนั้นมีน้อยมาก)
  • I would read this book if I had more time.
    ฉันน่าจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ถ้าฉันมีเวลามากกว่านี้(ผู้พูดไม่มีเวลา)
นอกจากนี้เรายังสามารถแทนที่คำว่า would ด้วยคำอื่นๆ ได้ด้วย ได้แก่ could, might, should เช่น
  • If I won the lottery, I might give you some money.
    ถ้าฉันถูกหวย ฉันอาจจะให้แบ่งเงินให้เธอนะ (แต่การถูกของหวยของฉันเป็นเรื่องสมมตินะ ไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ แต่ถ้าเกิดขึ้น ฉันอาจจะให้เงินกับเธอ)

แบบที่ 4

If [Past Perfect tense], [would have v3]

ประโยคเงื่อนไขแบบที่ 4 ใช้บอกเหตุการณ์ที่ไม่มีวันเกิดขึ้น แต่ผู้พูดอยากให้เกิดขึ้น หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดแล้ว จบไปแล้ว แต่ผู้พูดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขให้เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนไป เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่เกิดไปแล้ว เช่น

  • If  I had gotten that job, I would have been very successful at it.
    ถ้าฉันได้งานนี้นะ ฉันคงประสบความสำเร็จในงานนั้น
    (แต่จริงๆ แล้วฉันไม่ได้งาน )
  • The country would have been in a much better place if that party had won the election last time.
    ประเทศคงดีกว่านี้ถ้าหากพรรคการเมืองนั้นชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
    (ปัจจุบัน พรรคที่กล่าวถึงแพ้เลือกตั้ง แต่ถ้าย้อนไปได้ในอดีต พรรคนี้ชนะ ประเทศ ก็น่าจะดีกว่านี้)

เช่นเดียวกันกับ แบบที่ 3 เราสามารถเปลี่ยน would เป็น could, should และ might ได้ เช่น

  • If I knew you would be this upset about it, I might not have gone to talk to her.
    ถ้ารู้ว่าเธอจะโกรธขนาดนี้นะ ฉันอาจจะไม่ไปคุยกับเธอหรอก
    (ไปคุยมาแล้ว และรู้ว่าเธอโกรธมาก ดังนั้นถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็จะไม่เข้าไปคุยกับเธอหรอก)

สรุป

จบไปแล้วนะครับกับ Grammar อันแรกที่ต้องรู้ก่อนสอบ TOEIC ในเรื่องของ If Clause ในภาษาอังกฤษ

If clause ปัญญาหลักๆ ไม่ใช่การจำรูปแบบ pattern ของแต่ละแบบไม่ได้นะ แต่สับสนเรื่องการใช้งาน โดยเฉพาะแบบที่ 3 และ 4

ดังนั้นพยายามสร้างประโยค ด้วย if clause แล้วฝึกพูดในชีวิตจริงให้เยอะๆ ครับ จะช่วยให้จำได้ดี

และต้องจำอีกอย่างคือ would นั้นเปลี่ยนเป็นอื่นได้ เช่น should, might, could ดังนั้นอย่ายึดติดแต่รูปแบบที่เราท่องจำนะครับ เดี๋ยวจะพลาดมองผิด หรือแปลความหมายประผิดได้

สำหรับเรื่องต่อไปที่จะสรุปให้เพื่อนอ่านก็คือเรื่อง Passive voice สั้นๆ ง่ายๆ แบบเดียวจบ แล้วพบกันบทความถัดไปครับ

ความรู้ Grammar TOEIC สำหรับเตรียมสอบด้วยตัวเอง