Imperative sentence เข้าใจได้ในบทความเดียว

มารู้จัก Imperative sentence กันครับ

Admin

ทำไมประโยคบางประโยคถึงขึ้นต้นด้วย Verb เพื่อนๆ เคยสงสัยมั้ยครับ  ถ้าเคยเจอประโยคแบบนี้มาบ้าง เพื่อนๆ รู้เรื่องหลักแกรมม่าของมันมั้ย?

ทำไมเพื่อนๆ ต้องรู้เรื่องนี้ เพราะมีอยู่ในข้อสอบ TOEIC ทั้งสองพาร์ทครับ ทั้งพาร์ทอ่าน และพาร์ทฟังเลย ถ้าไม่อยากพลาดคะแนน หรืออยากฟังให้รู้เรื่อง เวลาเจอ ประโยคที่เริ่มต้นด้วย Verb ต้องอ่านบทความนี้ครับ

พอดีในกลุ่มแจกข้อสอบโทอิค มีคำถามเกี่ยวกับ ประโยคที่เริ่มต้นด้วย Verb วันนี้แอดจะมาอธิบาย ถึงประโยคขึ้นด้วย Verb นั้นเรียกว่าอะไร ครับผม

แกรมม่าที่เราจะมารู้จักนี้เรียกกว่า “Imperative sentence”

Imperative sentence คือ การใช้คำกริยา Infinitive without to (V.1ที่ไม่มี to) มาขึ้นต้นประโยคเพื่อให้ประโยคนั้นเป็นประโยคคำสั่ง, ตักเตือน, แนะนำสั่งสอน, เชื้อเชิญ หรือถ้าเติม please เข้าไปจะเป็นประโยคขอร้อง

และที่สำคัญ Imperative sentence เป็นประโยคนะครับ ดังนั้นมันจะต้องมี full-stop (.) หรือ exclamation mark (!) ที่ท้ายประโยคเสมอ

รูปแบบและโครงสร้างปของ Imperative sentence
มี 4 รูปแบบครับ

#1 ในรูปแบบประโยคบอกเล่า

ใช้ Verb base form (V.1) ขึ้นต้นประโยคแล้วตามด้วยสิ่งที่จะสั่งให้ทำ หรืออาจใช้ Verb แค่คำเดียวก็ได้ครับ
ตัวอย่าง
Come here! มานี่
Open the door. เปิดประตู
Be careful. ระวังนะ
Be a good boy. เป็นเด็กดีนะ

#2 ในรูปแบบประโยคปฏิเสธ

การทำ Imperative sentence เป็นรูปแบบประโยคปฏิเสธ เพียงแค่วาง don’t (do not) หน้าคำกริยา Don’t + V.1
ตัวอย่าง
Don’t touch me. (อย่ามาแตะต้องตัวฉัน)
Don’t swim in this canal. (อย่าว่ายน้ำในคลองนี้)
Don’t be noisy. (อย่าส่งเสียงดัง)

#3 ในเชิงขอร้อง

เราสามารถใช้ Imperative sentence ในเชิงขอร้องได้ โดยเพียงเติม Please เข้าไปวางไว้หน้าหรือท้ายประโยคก็ได้
ตัวอย่าง
Please sit down. หรือ Sit down, please. (กรุณานั่งลง)
Please give me chocolate. (เอาช็อกโกแลตให้ฉันหน่อยค่ะ)
Be quiet, please. (กรุณาเงียบ)
Please don’t smoke here. (กรุณาอย่าสูบบุหรี่ตรงนี้)

#4 ในเชิงเชื้อเชิญ

เป็นประโยคคำสั่งที่รวมถึงตัวผู้พูดเข้าไปด้วย ทำได้โดยเติม Let’s ไว้หน้าคำกริยา และถ้าเป็นในรูปปฏิเสธ ใช้ Let’s not วางหน้าคำกริยา มีโครงสร้างคือ Let’s / Let’s not + V.1
ตัวอย่าง
Let’s stop now. (ตอนนี้หยุดกันเถอะ)
Let’s not tell him about it. (อย่าบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยเถอะ)

เรื่องที่สุดท้ายที่ต้องรู้

และสุดท้ายที่ผมอยากแนะนำให้รู้คือ เราสามารถใช้ Adv กับ Verb ใน Imperative sentence ได้ครับ

ประโยค Imperative กับ always, never, ever โดยวางคำเหล่านี้หน้าคำกริยาช่อง 1 (V.1)
ตัวอย่าง
Always remember my advice. (จงจำคำแนะนำฉันไว้เสมอ)
Never run in this room. (อย่าวิ่งในห้องนี้)
Don’t ever leave your keys in your car. (อย่าทิ้งกุญแจไว้ในรถ)

สุดท้ายก่อนจากกันไป

ผมอยากจะย้ำให้เพื่อนๆ เข้าใจว่าสุดท้ายแล้ว โทอิคต้องการวัดที่ความเข้าใจภาษาอังกฤษของเราครับ แค่การอ่านนั้น ไม่ช่วยทำให้เราเข้าใจได้ดีสักเท่าไหร่ ซึ่งวิธีเดียวที่จะทำให้เราเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นนั้นคือ “การฝึกฝนครับ”

กรณีนี้ ถ้าเราไม่อยากพลาดคะแนนโทอิค Reading พาร์ทแกรมม่า เราต้องฝึกฝนทำโจทย์ Grammar พาร์ท 5 และ 6 ให้เยอะครับ และแบบทดสอบนั้นควรมีเฉลยที่อธิบายให้รู้ด้วยว่า ที่เราถูกนั้นถูกเพราะอะไร และผิดเพราะอะไร

แนะนำแอพ MMR TOEIC Reading Practice ให้เพื่อนๆ โหลดมาฝึกฝนกันครับ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังสงสัยว่า เจ้าแอพ MMR TOEIC Reading คืออะไร มีดีอะไรที่ต้องโหลด ผมสรุปมาให้ ตามนี้เลยครับ

  • เป็นแอพที่รวมข้อสอบ TOEIC ใหม่ล่าสุดปี 2020 ย้ำว่าเป็นข้อสอบใหม่ทั้งหมด
  • มีข้อสอบมากถึง 1,000 ข้อ จากข้อสอบ 10 ชุด และจะเพิ่มเรื่อยๆ
  • มีข้อสอบใหม่อัพเดทเพิ่มตลอด
  • มีเฉลยภาษาไทย ละเอียดยิบ ทุกข้อ
  • มีซัพพอร์ตทีม คนไทย คอยช่วยเหลือให้คำปรึกษา
  • ไม่ต้องเสียค่า subscription รายเดือน โหลดครั้งเดียว ใช้ได้ตลอดชีพ

แอพนี้ผมกล้าการันตีว่าคุ้มค่ากับการดาวน์โหลดแน่นอนครับ มีให้ใช้ทั้งสอง platform ทั้ง IOS และ Android สามารถโหลดได้กดที่ปุ่มข้างล่างนี้ได้เลย

ความรู้ TOEIC สำหรับเตรียมสอบด้วยตัวเอง