เตรียมสอบ TOEIC ด้วยตัวเอง ตอนที่ 3 – อ่านประโยคภาษาอังกฤษให้ได้ก่อน

ฝึกอ่านประโยคภาษาอังกฤษ

Admin

สำหรับคนที่เตรียมสอบ TOEIC ด้วยตัวเอง ควรเริ่มศึกษาอะไรก่อน เป็นอันดับแรก

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ลงเรียนคอร์สอะไรเลย ก่อนสอบ TOEIC เริ่มอ่านทุกอย่างด้วยตัวเอง ผมจึงเข้าใจความรู้สึกของการที่จะไม่รู้จะเริ่มต้น อ่าน TOEIC จากตรงไหนดี

สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังหาหนทางในการเริ่มต้นไม่เจอ ผมได้จัดทำ ซีรี่ย์บทความการเตรียมสอบ TOEIC ด้วยตัวเองขึ้นมา

สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการอ่าน TOEIC ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเงินเข้าเรียนคอร์สอะไรทั้งนั้น

รับรองว่าอ่านบทซีรีย์บทความของเรา เทียบเท่ากับซื้อหนังสือ หรือเรียนคอร์สออนไลน์แน่นอนครับ 

และที่สำคัญ ฟรี อ่านได้ฟรีๆ ไม่คิดเงินสักบาท

ตอนที่ 3 อ่านประโยคภาษาอังกฤษให้ได้ก่อน

หลังจากตอนที่ 2 เราได้รู้แกรมม่าที่จำเป็นที่ต้องรู้ก่อนสอบ TOEIC แล้ว แกรมม่าเหล่านั้นสุดท้ายแล้วก็จะถูกนำมาใส่ไว้ในประโยค เป็นส่วนหนึ่งของประโยคครับ

ข้อสอบ TOEIC ไม่ว่าจะเป็น พาร์ทอ่านหรือฟัง นั้นมีเบสิคพื้นฐานเกี่ยวกับ “ประโยค” ทั้งสิ้น ถ้าเพื่อนๆ ไม่สามารถเข้าใจ และแยกส่วนประกอบต่างๆ ในประโยคได้ เพื่อนๆ ก็จะไม่สามารถเข้าใจความหมายของประโยคได้ครับ

ดังนั้นในบทนี้ ผมจะสอนเพื่อนๆ อ่าน และแยกส่วนประกอบของประโยคให้ได้ และฝึกแปลประโดยกันครับ

พอเพื่อนๆ อ่านและเข้าใจประโยคได้แล้ว เราสามารถต่อยอดเรื่องของการฟัง และการพูด ภาษาอังกฤษได้เลยครับ

ตอนที่ 3

Table of Contents

หัดแยกส่วนประกอบของประโยค

ในหัวข้อนี้เราจะมาฝึกหัดแยกส่วนประกอบของประโยคก่อนนะครับ โดย เราจะทำ 3 steps

  1. หา ประธาน กริยา และกรรม
  2. ดู part of speech ของคำแต่ละคำ
  3. ถ้าประโยคมีส่วนขยาย(adj clause) หรือ มีประโยคที่ประโยคที่เชื่อมด้วย conjuction เราจะแยกประโยคนั้นออกจากกัน และทำ step 1 และ 2 อีกครั้ง

ไปเริ่มฝึกกันเลยครับ

We speak English here.
ผมทำตัวอย่างให้ดูประมาณนี้นะครับ ถ้าเพื่อนๆ ต้องการฝึกเพิ่มด้วยตัวเอง ผมมีแบบฝึกให้เพื่อนๆ ได้ทดลองทำกันดูครับ สามารถโหลดไปฝึกทำได้เลย คลิกที่นี่นะครับ

แปลประโยคให้ถูกต้อง

หลังจากที่เราแยกส่วนประโยคได้แล้ว ต่อไป เราจะมาเอาประโยคเหล่านั้น มาแปลกันครั

หลักการแปลที่อยากให้จำไว้มีหลักๆ คือ

  1. แปลจากต้นประโยค ถึง fullstop
  2. ถ้าเป็นประโยคความซ้อน ให้แยกแปลทีละประโยค
  3. แปลจากประธาน กริยา กรรม
  4. ดู Tense ว่าเป็น Tense อะไร แล้วแปลความหมายตาม Tense นั้น
  5. ถ้ามี adj ดูให้ออกว่า adj นั้นขยาย noun ตัวไหน
  6. ถ้า มี adv ดูให้ออกว่า adv ขยายอะไร

ประมาณนี้ครับ ต่อไปเรามาเริ่มซ้อมแปลกันเลยครับ

We speak English here.

แปลจากประธาน กริยา กรรม
“เราพูดภาษาอังกฤษ”

มี adv คือ here ซึ่งมาขยาย speak  จะให้ความหมายว่า
“พูดที่นี่”

เมื่อแปลทั้งประโยค จะได้ว่า
“เราพูดภาษาอังกฤษที่นี่”

More people are learning English in China than there are people who speak it in the United States.

ประโยคนี้มีสองประโยคซ้อนกันอยู่ เราจะแปลทีละประโยค 

ประโยคแรก More people are learning English in China

  1. แปลจากประธาน กริยา กรรม (กริยานี้อยู่ใน present continuous tense จะให้ความหมายว่าประธานกำลังทำกริยานี้อยู่) 
    “ผู้คนกำลังเรียนภาษาอังกฤษ”
  2. ประโยคนี้มี more ที่เป็น adj มาขยาย people จะให้ความหมายว่า
    “ผู้คนหลายคน”
  3. ประโยคนี้ มี in China ที่เป็น adv phase ที่มาขยาย ว่า
    “ในประเทศจีน”
  4. เมื่อแปลทั้งประโยค จะได้ว่า
    “ผู้คนหลายคนกำลังเรียนภาษาอังกฤษในประเทศจีน”

ประโยคที่สอง there are people who speak it in the United States.

  1. แปลจากประธาน กริยา กรรม
    “ที่นั้นมีผู้คน”
  2. ประโยคนี้มี adj clause คือ who speak it in the United States. ทำหน้าที่มาขยาย people ประโยคนี้แปลว่า
    “ผู้ซึ่งพูดมัน(ภาษาอังกฤษ)ในประเทศสหรัฐอเมริกา”
  3. เมื่อแปลทั้งประโยค จะได้ว่า
    “มีคนพูดภาษานี้ในสหรัฐอเมริกา”

เราจะรวมประโยคแรก และประโยคที่สอง โดยที่ คำว่า Than ที่แปลว่า “กว่า”

จะได้คำแปลทั้งหมดว่า
“ผู้คนจำนวนมากเรียนภาษาอังกฤษในประเทศจีนมากกว่าที่มีผู้พูดภาษาอังกฤษในสหรัฐอเมริกา”

She lightly dusted the brownies with a layer of powdered sugar before serving.

  1. แปลจากประธาน กริยา กรรม
    “เธอโรยหน้าบราวนี่” (ประโยคนี้เป็นอดีต เพราะว่ามี tense เป็น past simple tense)

  2. มี lightly ที่เป็น adv มาขยาย dusted จะแปลว่า
    “โรยหน้าอย่างเบาๆ”
  3. มี adv phase คือ with a layer of powdered sugar มาขยาย verb ด้วยว่า โรยด้วยอะไร ซึ่งแปลว่า
    “ด้วยผงน้ำตาล”
  4. มี adv ที่มาขยายทั้งประโยค นั้นคือ  before serving
    ที่บอกว่า การกระทำของประธานนี้ทำก่อนที่จะต้องนำออกไปเสริฟ
  5. เมื่อแปลทั้งประโยคจะได้ว่า 
    “เธอโรยหน้าบราวนี่ด้วยน้ำตาลผงเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟ”

ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองแปล สองประโยคนี้นะครับ ว่าจะได้ความหมายเหมือนกันหรือเปล่า 

  1. He literally wrecked his car.
  2. Hopefully, they would come to visit sometimes.
  1. He literally wrecked his car.
    แปลว่า “เขาทำลายรถของเขาอย่างแท้จริง”
  2. Hopefully, they would come to visit sometimes.
    แปลว่า “หวังว่าพวกเขาจะมาเยี่ยมบางครั้ง”
ดูเฉลย

ผมมีแบบฝึกให้เพื่อนๆ ได้ฝึกทำกัน ไม่มีเฉลยนะครับ ผมอยากให้เพื่อนๆ ได้ลองแปล ตามความเข้าใจของเพื่อนๆ ให้ได้นะคัรบ

สุดท้ายแล้วการแปลมันไม่มีใครถูกผิดมากกว่ากัน ผมไม่อยากให้เพื่อนๆ ต้องการยืดติดกับการแปลว่าต้องเหมือนที่ผมแปลเท่านั้นถึงจะถูก

หลักที่อยากให้ยึดไว้เสมอคือ

  • แปลกริยาให้สอดคล้อง tense
  • adv กับ adv ต้องแปลให้ถูกที่

แล้วก็ถ้าอยากเช็คคำแปลของเรา ให้เราลองแปลด้วย google translate มามาตัวช่วยเราก็ได้ครับ แต่มันไม่ได้ถูกต้องตลอดนะ เอาไว้แค่เป็น แนวทางพอ

สรุป

บทความที่ 3 นี้ผมอยากที่จะไกด์เพื่อนๆ ให้เข้าใจการวิเคราะห์ส่วนประกอบของประโยคให้ได้ และสามารถแปลประโยคให้ได้ เพราะมันเป็นพื้นฐานที่จะไปต่อยอดเรื่องต่างๆ มากมายครับ

สำหรับการฝึกฝนต่อจากนี้ผมอยากให้เพื่อนๆ ฝึกอ่านเยอะๆ นะครับ พยายามแบ่งแยกบทความ หรือย่อหน้า ให้เป็นประโยคย่อยๆ จาก fullstop to fullstop. แล้วค่อยๆ แปลไปครับ

ถ้าอยู่ตัวคนเดียว หลังจากแปลได้แล้ว อยากให้ลองอ่านออกเสียง ประโยคนั้นๆ ด้วยนะครับ ออกเสียงให้ถูกต้อง

ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จากนั้นเราจะเริ่มชินจนสามารถอ่านอะไรก็อย่างเข้าใจ และเร็วขึ้นครับ ถ้าอ่านออกเสียงด้วย จะช่วยเรื่องสกิลการฟังของเพื่อนๆ ได้ด้วยครับ

ถ้าเพื่อน ยังไม่รู้ว่าจะอ่านอะไรดี ผมเคยเขียน status แนะนำเว็บไซต์อ่านบทความเอาไว้ เพื่อนๆ สามารถไปอ่านดูเพื่อเป็น idea ในการฝึกฝนครับ คลิกที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้เลย

แนะนำเว็บไซต์เอาไว้ฝึก อ่าน ภาษาอังกฤษกันครับ

 

สุดท้ายก่อนจากกันไป บทความต่อไปจะเป็นเข้าสู่การสรุป TOEIC กันจริงๆแล้วนะครับ เริ่มที่พาร์ท 5&6  ที่ต้องการทดสอบแกรมม่ากันเป็นอันดับแรกนะ

ฝากติดตามบทความของพวกเราไว้ด้วยนะครับ 

เตรียมสอบด้วยตัวเอง