หลายคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ TOEIC มักจะสงสัยว่าข้อสอบมีโครงสร้างยังไง แบ่งเป็นกี่ส่วน แต่ละส่วนวัดทักษะอะไร และที่สำคัญคือ TOEIC มีกี่พาร์ทกันแน่ การรู้จักโครงสร้างข้อสอบเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้วางแผนการเตรียมตัวได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ TOEIC แต่ละพาร์ทอย่างละเอียด ตั้งแต่ลักษณะข้อสอบ สิ่งที่แต่ละพาร์ทต้องการวัด ตัวอย่างข้อสอบ ไปจนถึงคำศัพท์ที่มักออกสอบบ่อย ๆ เพื่อให้ได้มุมมองที่ชัดเจนและพร้อมลงสนามสอบได้อย่างมั่นใจ

TOEIC มีกี่พาร์ท

TOEIC มีกี่พาร์ท และแบ่งข้อสอบอย่างไร?

ข้อสอบ TOEIC แบบมาตรฐาน (TOEIC Listening and Reading Test) แบ่งออกเป็น 7 พาร์ท รวมกันทั้งหมด 200 ข้อ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่คือ Listening และ Reading ซึ่งแต่ละส่วนก็มีการแบ่งย่อยออกเป็นพาร์ทต่าง ๆ ที่วัดทักษะเฉพาะด้าน

ภาพรวมข้อสอบ TOEIC Listening และ Reading

TOEIC Listening ประกอบด้วย 4 พาร์ท จำนวน 100 ข้อ ใช้เวลาทำข้อสอบประมาณ 45 นาที ส่วนนี้จะวัดความสามารถในการฟังและทำความเข้าใจภาษาอังกฤษในบริบทต่าง ๆ ตั้งแต่การฟังประโยคสั้น ๆ ไปจนถึงบทสนทนาและการพูดที่ยาวขึ้น

TOEIC Reading ประกอบด้วย 3 พาร์ท จำนวน 100 ข้อ ใช้เวลาทำข้อสอบ 75 นาที ส่วนนี้วัดความสามารถในการอ่านและเข้าใจเอกสารภาษาอังกฤษรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ประโยคเดี่ยว ข้อความสั้น ไปจนถึงบทความหรือเอกสารที่ยาวและซับซ้อน

หากสงสัยว่า TOEIC สอบกี่ชั่วโมง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ เพราะการรู้จักการบริหารเวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ทำข้อสอบได้ทันและได้คะแนนดี

 

TOEIC Listening มีพาร์ทอะไรบ้าง?

ส่วน Listening ของ TOEIC แต่ละพาร์ทจะมีรูปแบบและความยากที่แตกต่างกัน เริ่มจากง่ายไปหายาก ซึ่งการรู้จักลักษณะของแต่ละพาร์ทจะช่วยให้เตรียมตัวได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

TOEIC Part 1 Photographs จำนวน 6 ข้อ

Part 1 เป็นพาร์ทเปิดสนามของข้อสอบ Listening มีทั้งหมด 6 ข้อ โดยในแต่ละข้อจะมีรูปภาพ 1 รูป และผู้สอบจะได้ยินคำบรรยาย 4 ประโยค (A, B, C, D) ที่อ่านทีละประโยค ไม่มีคำถามหรือประโยคพิมพ์ในข้อสอบ ผู้สอบต้องเลือกประโยคที่บรรยายรูปภาพได้ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความสามารถในการฟังและทำความเข้าใจประโยคสั้นๆ ที่บรรยายภาพ รวมถึงการจับรายละเอียดในภาพ เช่น คนกำลังทำอะไร สิ่งของอยู่ตรงไหน สถานะของสิ่งต่าง ๆ

ตัวอย่างข้อสอบ: รูปภาพ: ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเทน้ำใส่แก้ว

  • (A) She’s drinking from a glass.
  • (B) She’s pouring water into a glass. ✓
  • (C) She’s washing a glass.
  • (D) She’s holding an empty glass.

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำกริยาที่บรรยายการกระทำ เช่น sitting, standing, walking, holding, wearing, placing และคำบุพบทสถานที่ เช่น next to, beside, in front of, behind, near

TOEIC Part 2 Question Response จำนวน 25 ข้อ

Part 2 มี 25 ข้อ เป็นพาร์ทที่ผู้สอบจะได้ยินคำถามหรือข้อความสั้นๆ 1 ประโยค ตามด้วยคำตอบที่เป็นไปได้ 3 ตัวเลือก (A, B, C) ผู้สอบต้องเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดกับคำถามหรือข้อความที่ได้ยิน ไม่มีข้อความพิมพ์ในข้อสอบเช่นกัน

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความสามารถในการฟังและตอบสนองต่อคำถามหรือข้อความต่างๆ อย่างเหมาะสม ทั้งคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Wh-questions (What, When, Where, Who, Why, How) คำถาม Yes/No และข้อความแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอ

ตัวอย่างข้อสอบ: คำถาม: “When is the meeting scheduled?”

  • (A) In the conference room.
  • (B) At 2 o’clock this afternoon. ✓
  • (C) Mr. Johnson will attend.

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำถามเริ่มต้น (question words), คำตอบสั้น ๆ ที่ตอบตรงคำถาม และบางครั้งอาจมี Idiom ที่ออกสอบบ่อยนคำตอบที่ต้องเข้าใจความหมายโดยรวม

TOEIC Part 3 Short Conversations จำนวน 39 ข้อ

Part 3 มี 39 ข้อ แบ่งเป็นบทสนทนาสั้นๆ ระหว่าง 2-3 คน จำนวน 13 ชุด โดยแต่ละชุดมี 3 คำถาม ผู้สอบจะได้ยินบทสนทนาก่อน จากนั้นจึงตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ได้ยิน คำถามและตัวเลือกจะพิมพ์ไว้ในข้อสอบด้วย

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความสามารถในการฟังและทำความเข้าใจบทสนทนาในบริบทต่างๆ เช่น การสนทนาในที่ทำงาน การโทรศัพท์ การซื้อของ รวมถึงการจับใจความสำคัญ เหตุผล และรายละเอียดปลีกย่อย

ตัวอย่างข้อสอบ: บทสนทนา: ผู้ชายและผู้หญิงคุยกันเรื่องการประชุม คำถาม: “What are the speakers mainly discussing?”

  • (A) A marketing strategy
  • (B) An upcoming meeting ✓
  • (C) A new product
  • (D) Office supplies

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำศัพท์ธุรกิจ เช่น appointment, deadline, budget, presentation, schedule และศัพท์ในชีวิตประจำวัน เช่น reservation, delivery, discount, complaint การฝึกฟังหนังฝึกภาษาอังกฤษ Netflix ง่ายๆ ก็ช่วยเพิ่มความคุ้นเคยกับบทสนทนาแบบนี้ได้ดี

TOEIC Part 4 Short Talks จำนวน 30 ข้อ

Part 4 เป็นพาร์ทสุดท้ายของ Listening มี 30 ข้อ แบ่งเป็น 10 ชุด ชุดละ 3 คำถาม โดยผู้สอบจะได้ยินการพูดเดี่ยว (monologue) เช่น ข้อความประกาศ การนำเสนอ ข่าว หรือคำแนะนำต่าง ๆ จากนั้นตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง คำถามและตัวเลือกพิมพ์ไว้ในข้อสอบเช่นกัน

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความสามารถในการฟังและเข้าใจการพูดที่ยาวขึ้น จับประเด็นหลัก รายละเอียด วัตถุประสงค์ของผู้พูด และข้อมูลเฉพาะเจาะจง

ตัวอย่างข้อสอบ: Short Talk: ประกาศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเวลาทำการของร้าน คำถาม: “What is being announced?”

  • (A) A store closure
  • (B) A change in business hours ✓
  • (C) A new product line
  • (D) A special promotion

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำศัพท์ที่เกี่ยวกับการประกาศ เช่น announcement, reminder, notice, attention และคำที่เกี่ยวกับธุรกิจ การเดินทาง ข่าวสาร เช่น delay, cancellation, available, representative

TOEIC Reading มีพาร์ทอะไรบ้าง?

ส่วน Reading ของ TOEIC จะทดสอบความสามารถในการอ่านและเข้าใจภาษาอังกฤษในระดับที่หลากหลาย ตั้งแต่โครงสร้างไวยากรณ์ ไปจนถึงการอ่านจับใจความจากเอกสารที่ซับซ้อน TOEIC แต่ละพาร์ทในส่วน Reading นี้จะเน้นทักษะที่แตกต่างกัน

TOEIC Part 5 Incomplete Sentences จำนวน 30 ข้อ

Part 5 มี 30 ข้อ เป็นข้อสอบที่มีประโยคไม่สมบูรณ์ โดยมีช่องว่าง 1 ช่อง ผู้สอบต้องเลือกคำหรือวลีที่เหมาะสมที่สุดจาก 4 ตัวเลือก (A, B, C, D) เพื่อเติมลงในช่องว่างให้ประโยคสมบูรณ์และถูกต้องทางไวยากรณ์

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความรู้ทางไวยากรณ์ โครงสร้างประโยค การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม รวมถึงการเลือกใช้ parts of speech ให้ถูกต้อง

ตัวอย่างข้อสอบ: “The new software will be ——- to all employees next week.”

  • (A) distribute
  • (B) distributing
  • (C) distributed ✓
  • (D) distribution

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำกริยาในรูปแบบต่างๆ (tenses, passive voice), คำคุณศัพท์-คำวิเศษณ์ที่คล้ายกัน, คำบุพบท (prepositions), คำเชื่อม (conjunctions) และ คําศัพท์ TOEIC จากข้อสอบจริง ที่ใช้บ่อยในบริบทธุรกิจ

TOEIC Part 6 Text Completion จำนวน 16 ข้อ

Part 6 มี 16 ข้อ แบ่งเป็น 4 ชุด ชุดละ 4 คำถาม โดยจะมีข้อความสั้นๆ (เช่น อีเมล จดหมาย บทความ) ที่มีช่องว่าง 4 ช่อง ผู้สอบต้องเลือกคำ วลี หรือประโยคที่เหมาะสมที่สุดเติมลงในแต่ละช่องว่างให้สอดคล้องกับบริบทของข้อความทั้งหมด

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความสามารถในการเข้าใจบริบทของข้อความ การเลือกใช้ไวยากรณ์และคำศัพท์ที่เหมาะสม รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงประโยคให้ลื่นไหลและสมเหตุสมผล

ตัวอย่างข้อสอบ: ข้อความเป็นอีเมลแจ้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ช่องว่างหนึ่งอาจถาม: “We appreciate your ——-.”

  • (A) understand
  • (B) understanding ✓
  • (C) understood
  • (D) understandable

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำเชื่อมที่แสดงความสัมพันธ์ (however, therefore, moreover), คำกริยาที่สอดคล้องกับบริบท และคำศัพท์ธุรกิจทั่วไป การอ่านเว็บข่าวภาษาอังกฤษสั้น ๆ เหมาะกับผู้เริ่มต้น ช่วยเพิ่มความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อความแบบนี้ได้ดี

TOEIC Part 7 Reading Comprehension จำนวน 54 ข้อ

Part 7 เป็นพาร์ทสุดท้ายและยาวที่สุด มี 54 ข้อ แบ่งเป็น Single Passages (เอกสารเดี่ยว), Double Passages (เอกสารคู่), และ Triple Passages (เอกสาร 3 ชิ้น) ผู้สอบต้องอ่านเอกสารต่างๆ เช่น บทความ โฆษณา อีเมล แบบฟอร์ม รายงาน แล้วตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ข้อสอบต้องการวัด: ความสามารถในการอ่านจับใจความ ค้นหาข้อมูลเฉพาะ เข้าใจนัยยะ อนุมาน และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง

ตัวอย่างข้อสอบ: เอกสาร: โฆษณาเปิดรับสมัครงาน คำถาม: “What is required for this position?”

  • (A) A college degree
  • (B) Previous work experience ✓
  • (C) References from former employers
  • (D) Certification in a specific field

ศัพท์ที่มักออกสอบ: คำศัพท์ที่หลากหลายตามบริบทของเอกสาร เช่น application, applicant, qualification, requirement, prior experience, according to, indicate และศัพท์เฉพาะทางธุรกิจต่าง ๆ การเตรียมตัวด้วย คําศัพท์ภาษาอังกฤษ 3,000 คํา จะช่วยให้มีพื้นฐานคำศัพท์ที่แข็งแรง

Part 7 เป็นพาร์ทที่ต้องใช้เวลามาก ดังนั้นการฝึกเทคนิค Skimming & Scanning จะช่วยให้อ่านเร็วขึ้นและหาข้อมูลได้แม่นยำ

 

สรุป TOEIC แต่ละพาร์ท และควรเตรียมตัวยังไงก่อนสอบ

หลังจากที่ได้รู้จักกับ TOEIC มีกี่พาร์ท และ TOEIC แต่ละพาร์ท มีลักษณะอย่างไรแล้ว เรามาสรุปจุดเด่นของแต่ละพาร์ทและแนวทางการเตรียมตัวกัน

จุดเด่นของแต่ละพาร์ท:

  • Part 1: ทดสอบการฟังพื้นฐานและคำศัพท์บรรยายภาพ เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นที่ค่อนข้างง่าย
  • Part 2: ทดสอบการฟังและตอบสนองอย่างรวดเร็ว ต้องจดจ่อกับคำถามตั้งต้น
  • Part 3: ทดสอบการฟังบทสนทนาที่ยาวขึ้น ต้องจับใจความและรายละเอียด
  • Part 4: ทดสอบการฟังการพูดเดี่ยวที่มีโครงสร้าง ต้องติดตามเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่อง
  • Part 5: ทดสอบไวยากรณ์และคำศัพท์โดยตรง ทำได้เร็วถ้ามีพื้นฐานดี
  • Part 6: ทดสอบการเข้าใจบริบทและไวยากรณ์ร่วมกัน
  • Part 7: ทดสอบการอ่านจับใจความครบถ้วนที่สุด ต้องการเวลาและทักษะการอ่านที่ดี

แนวทางการเตรียมตัวสอบเบื้องต้น:

การเตรียมตัวสอบ TOEIC ที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากการทำความเข้าใจโครงสร้างข้อสอบให้ดี จากนั้นควรฝึกทำข้อสอบจำลองเป็นประจำเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับรูปแบบคำถามและบริหารเวลาได้ดีขึ้น

สำหรับส่วน Listening ควรฝึกฟังภาษาอังกฤษทุกวันจากแหล่งต่างๆ เช่น พอดแคสต์ ข่าว หรือบทสนทนาในชีวิตประจำวัน เน้นการฟังเพื่อจับใจความสำคัญและรายละเอียด ไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำ การฟังซ้ำ ๆ และจดคำศัพท์ที่ไม่รู้ก็จะช่วยเพิ่มพูนทักษะได้

สำหรับส่วน Reading ควรสร้างพื้นฐานไวยากรณ์ให้แข็งแรง โดยเฉพาะ tenses, parts of speech, และโครงสร้างประโยค รวมถึงการสะสมคำศัพท์ธุรกิจและคำที่ใช้บ่อยใน TOEIC นอกจากนี้ควรฝึกอ่านเอกสารภาษาอังกฤษต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่านและทำความเข้าใจ

การจัดการเวลาก็สำคัญมาก โดยเฉพาะใน Part 7 ที่มีข้อสอบมากและเอกสารยาว ควรฝึกให้ตัวเองทำข้อสอบได้ภายในเวลาที่กำหนด และไม่ควรใช้เวลานานเกินไปกับข้อเดียว

 

สรุป

การรู้ว่า TOEIC มีกี่พาร์ท และเข้าใจ TOEIC แต่ละพาร์ท มีลักษณะอย่างไรเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมตัวสอบอย่างมีประสิทธิภาพ TOEIC แบ่งเป็น 7 พาร์ท ครอบคลุมทั้งทักษะ Listening 4 พาร์ท และ Reading 3 พาร์ท แต่ละพาร์ทมีรูปแบบและความยากที่แตกต่างกัน

เมื่อรู้จักโครงสร้างข้อสอบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากการทำข้อสอบจำลองเพื่อประเมินจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง จากนั้นจึงมุ่งเน้นพัฒนาทักษะในส่วนที่ยังขาด อย่าลืมว่าการฝึกทำข้อสอบเป็นประจำจะช่วยให้คุ้นเคยกับรูปแบบและสามารถจัดการเวลาได้ดีขึ้น

ด้วยความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับ TOEIC แต่ละพาร์ท และการเตรียมตัวอย่างตรงจุด คุณจะสามารถเข้าสอบด้วยความมั่นใจและบรรลุเป้าหมายคะแนนที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน