หลายคนที่เคยสอบ TOEIC มาแล้วคงเคยเจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “เวลาไม่พอ” โดยเฉพาะในส่วน Reading ที่มีบทความยาวเหยียด ข้อความเยอะแยะ และคำถามที่ต้องหาคำตอบจากข้อความหลายย่อหน้า บางคนอ่านไปอ่านมา พอถึงข้อสุดท้ายก็หมดเวลาพอดี หรือแย่กว่านั้นคือยังทำไม่ทัน แล้วต้องเดาคำตอบไปตาม ๆ กัน

แต่รู้ไหมว่า มีเทคนิคการอ่านที่เรียกว่า Skimming และ Scanning ที่จะช่วยให้อ่านเร็วขึ้น หาคำตอบได้ไวขึ้น และที่สำคัญคือ ทำข้อสอบให้ทันเวลามากขึ้น ทั้งสองเทคนิคนี้ไม่ได้มีไว้ใช้เฉพาะกับการสอบ TOEIC เท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับการอ่านในชีวิตประจำวันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข่าวสาร อ่านอีเมลในที่ทำงาน หรือแม้แต่การอ่านเอกสารต่างๆ ที่ต้องหาข้อมูลเร็วๆ

สำหรับคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษแต่ไม่มีพื้นฐานเลย หรือกำลังเตรียมตัวสอบ TOEIC อยู่ การเข้าใจและฝึกฝนสองเทคนิคนี้จะช่วยเพิ่มคะแนนได้อย่างเห็นได้ชัด มาดูกันว่า Skimming และ Scanning คืออะไร ต่างกันอย่างไร และใช้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการสอบ TOEIC

skimming and scanning

Skimming คืออะไร และใช้กับ TOEIC Reading อย่างไร?

Skimming คือ เทคนิคการอ่านแบบผ่าน ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อจับใจความสำคัญ หรือภาพรวมของเนื้อหา โดยไม่ต้องอ่านทุกคำ ทุกประโยค เปรียบเหมือนการมองภาพรวมของป่าใหญ่ โดยไม่ต้องนับจำนวนต้นไม้แต่ละต้น หรือเหมือนการเปิดหนังสือมาดูว่าเล่มนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร มีเนื้อหาหลัก ๆ อะไรบ้าง แต่ไม่ได้อ่านทุกหน้าทุกบรรทัด

ในการสอบ TOEIC โดยเฉพาะส่วน Reading ที่มีบทความยาวหลายย่อหน้า การ Skim Reading จะช่วยให้เห็นโครงสร้างของบทความ รู้ว่าแต่ละย่อหน้าพูดถึงเรื่องอะไร และช่วยให้ตอบคำถามแบบ “main idea” หรือ “purpose” ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้มีภาพรวมของเนื้อหา ทำให้เวลาอ่านข้อคำถามแล้ว จะรู้ทันทีว่าควรไปหาคำตอบที่ย่อหน้าไหน

Skim reading ช่วยจับโครงสร้างบทความ TOEIC ได้อย่างไร?

การทำ skim reading ไม่ได้หมายความว่าจะอ่านแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มีจุดที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจน ในข้อสอบ TOEIC จุดที่ควรอ่านเมื่อทำ skimming มีดังนี้

จุดสำคัญที่ควรอ่านเมื่อ Skim:

  • หัวข้อบทความ (Title) – บอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร
  • ประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า – มักเป็น Topic sentence ที่บอกใจความสำคัญของย่อหน้านั้น
  • ประโยคสุดท้ายของบทความ – อาจเป็นการสรุป หรือข้อเสนอแนะ
  • คำที่เป็นตัวหนา ตัวเอียง หรือมีเครื่องหมายพิเศษ – มักเป็นคำสำคัญ

เมื่อทำ Skim reading แล้ว จะได้ “แผนที่” ของบทความในใจ รู้ว่าย่อหน้าแรกพูดถึงอะไร ย่อหน้าที่สองเกี่ยวกับเรื่องอะไร ซึ่งจะช่วยให้ตอบคำถามได้เร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะคำถามที่ถามว่า “บทความนี้พูดถึงเรื่องอะไรเป็นหลัก” หรือ “วัตถุประสงค์ของบทความนี้คืออะไร”

ตำแหน่งในข้อสอบ TOEIC Reading ที่ควรใช้ Skimming

ข้อสอบ TOEIC Reading มีหลายประเภท และไม่ใช่ทุกประเภทที่จะต้องใช้ skimming แต่มีบางส่วนที่ skimming เป็นประโยชน์อย่างมาก เช่น

ส่วน Part 7 (Single Passage และ Multiple Passages) – เป็นส่วนที่มีบทความยาว ไม่ว่าจะเป็นอีเมล บทความข่าว โฆษณา หรือรายงาน ซึ่งมักมีคำถามที่ถามเกี่ยวกับใจความสำคัญ วัตถุประสงค์ หรือเนื้อหาโดยรวม การใช้ skimming ก่อนอ่านคำถามจะช่วยให้เข้าใจบริบทของบทความได้เร็ว

นอกจากนี้ หากข้อสอบเป็นแบบ Double Passage หรือ Triple Passage (มีบทความมากกว่า 1 ชิ้นที่เกี่ยวข้องกัน) การ Skim แต่ละบทความเพื่อดูว่าแต่ละชิ้นพูดถึงอะไร และมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร จะช่วยให้ตอบคำถามที่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายบทความได้ง่ายขึ้น

การรู้ว่าสอบโทอิคใช้เวลากี่ชั่วโมงก็เป็นข้อมูลสำคัญ เพราะจะได้วางแผนการใช้เวลาในการทำข้อสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดสรรเวลาในการ Skim และ Scan ได้เหมาะสม

ตัวอย่างการทำ Skimming ใน TOEIC Reading

สมมติว่ามีบทความเกี่ยวกับ “การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท” ถ้าทำ skimming จะอ่านประมาณนี้

หัวข้อ: “New Product Launch Event”
ย่อหน้าแรก (ประโยคแรก): “ABC Company is pleased to announce the launch of our innovative smartphone…”
ย่อหน้าที่สอง (ประโยคแรก): “The event will take place on March 15th at Central Hall…”
ย่อหน้าที่สาม (ประโยคแรก): “Attendees will have the opportunity to experience the product firsthand…”

จากการอ่านแบบนี้ ก็จะรู้ทันทีว่าบทความนี้เกี่ยวกับ “การเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่” ของบริษัท ABC จัดที่ไหน เมื่อไหร่ และผู้เข้าร่วมจะได้อะไร โดยไม่ต้องอ่านรายละเอียดทุกคำ และเมื่ออ่านคำถามว่า “What is the main purpose of this article?” ก็สามารถตอบได้ทันทีว่า “To announce a new product launch event”

skimming and scanning

Scanning คืออะไร และต่างจากการอ่านทั่วไปอย่างไร?

Scanning คือ เทคนิคการอ่านแบบสแกนหาข้อมูลเฉพาะเจาะจง โดยข้ามส่วนอื่น ๆ ไป เปรียบเหมือนการใช้แว่นขยายมองหาอะไรบางอย่างที่ต้องการในกองของเยอะแยะ หรือเหมือนการใช้ Ctrl+F ในคอมพิวเตอร์เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในเอกสาร

การ Scanning ต่างจากการอ่านทั่วไปตรงที่ไม่ได้สนใจเนื้อหาทั้งหมด แต่มุ่งเน้นไปที่การหาข้อมูลที่ต้องการเท่านั้น เช่น หาตัวเลข หาชื่อคน หาวันที่ หาเวลา หรือหาคำศัพท์เฉพาะ ซึ่งในข้อสอบ TOEIC มีคำถามหลายข้อที่ต้องใช้ Scanning เพื่อหาคำตอบ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจทั้งบทความ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Scanning กับการอ่านทั่วไปคือ การ Scanning ต้องรู้ว่ากำลังหาอะไร ก่อนอ่าน ซึ่งหมายความว่าต้องอ่านคำถามก่อน แล้วจึงค่อย scan หาคำตอบในบทความ ในขณะที่การอ่านทั่วไปอาจอ่านไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจง

ประเภทคำถาม TOEIC ที่ควรใช้ Scanning เท่านั้น

มีบางประเภทคำถามใน TOEIC ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจบทความทั้งหมด แต่ใช้ scanning หาคำตอบได้เลย ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก ประเภทคำถามเหล่านี้ ได้แก่

  • คำถามที่ถามเกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะเจาะจง (Specific Detail Questions) เช่น “When will the event take place?” หรือ “How much does the product cost?”
  • คำถามที่ถามชื่อคน สถานที่ หรือบริษัท เช่น “Who is organizing the conference?” หรือ “Where is the new office located?”
  • คำถามที่ถามตัวเลข วันที่ เวลา เช่น “What time does the meeting start?” หรือ “How many participants are expected?”

สำหรับคำถามเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งบทความ แค่ scan หาคำหรือตัวเลขที่เกี่ยวข้องก็ตอบได้แล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไว้ทำข้อที่ยากกว่าได้

การฝึกทำแนวข้อสอบโทอิคมากกว่า 10,000 ข้อจะช่วยให้คุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้ scanning หรือ skimming

ตัวอย่างข้อมูลที่ควร Scanning เช่น ตัวเลข ชื่อ วันเวลา

เมื่อทำ scanning ควรมองหาสัญญาณที่ชัดเจน ซึ่งทำให้สายตาจับได้ง่าย เช่น

ตัวเลข – 15, 100, $50, 30% มักเขียนเป็นตัวเลขอารบิก ทำให้เห็นง่ายกว่าตัวหนังสือ
ชื่อคน – มักขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น Mr. Smith, Sarah Johnson
ชื่อสถานที่ หรือบริษัท – เช่น Bangkok, Google, Central Plaza
วันและเวลา – Monday, March 15, 9:00 AM, January
คำศัพท์เฉพาะทาง – เช่นชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อโครงการ

เมื่ออ่านคำถามแล้ว ให้ระบุว่ากำลังหาอะไร แล้วให้สายตาเลื่อนไปตามบทความแบบรวดเร็ว เมื่อเจอข้อมูลนั้นก็ให้หยุดอ่านบริบทรอบๆ เพื่อยืนยันว่าคำตอบถูกต้อง

การท่องศัพท์ TOEICก็ช่วยให้ scan หาคำได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อคุ้นเคยกับคำศัพท์ที่มักออกสอบ สายตาก็จะจับคำเหล่านั้นได้ทันที

ตัวอย่างการทำ Scanning ใน TOEIC Reading

สมมติว่าคำถามถามว่า “What time does the workshop start?” และในบทความมีข้อความยาวหลายย่อหน้า การทำ scanning จะเป็นแบบนี้

ให้สายตาเลื่อนไปเรื่อย ๆ โดยมองหา “เวลา” หรือคำที่เกี่ยวข้อง เช่น time, start, begin พอเจอประโยคว่า “The workshop will start at 2:00 PM on Friday” ก็ได้คำตอบแล้วว่า “2:00 PM” โดยไม่ต้องอ่านรายละเอียดอื่นๆ ในบทความ

ตัวอย่างอื่น ถ้าคำถามถามว่า “How much is the registration fee?” ก็ให้ scan หาเครื่องหมาย “$” หรือคำว่า price, cost, fee พอเจอประโยค “Registration fee is $150 per person” ก็ตอบได้เลยว่า “$150”

 

Skimming and Scanning ต่างกันอย่างไร ในการสอบ TOEIC

หลายคนอาจยังสับสนว่า Skimming and scanning ต่างกันอย่างไร ทั้งที่ทั้งสองอย่างต่างก็เป็นเทคนิคการอ่านแบบเร็ว แต่จริงๆ แล้วทั้งสองมีเป้าหมายและวิธีการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Skimming มุ่งเน้นไปที่การจับ “ภาพรวม” หรือ “ใจความสำคัญ” ของเนื้อหา ในขณะที่ Scanning มุ่งเน้นไปที่การหา “ข้อมูลเฉพาะเจาะจง” ที่ต้องการ

อีกวิธีในการเข้าใจความต่างคือ skimming เหมือนการดูตัวอย่างหนังสือในร้านเพื่อดูว่าเล่มนี้น่าสนใจไหม มีเนื้อหาหลัก ๆ อะไรบ้าง ส่วน scanning เหมือนการเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของคำ ๆ หนึ่ง โดยไม่สนใจคำอื่น ๆ ในหน้านั้น

เป้าหมายของ Skimming vs Scanning

ความแตกต่างหลักระหว่าง skimming และ scanning อยู่ที่เป้าหมายของการอ่าน

เป้าหมายของ Skimming:

  • จับใจความสำคัญของทั้งบทความ
  • เข้าใจโครงสร้างและการจัดลำดับเนื้อหา
  • รู้ว่าแต่ละส่วนพูดถึงเรื่องอะไร
  • ตอบคำถามเกี่ยวกับ main idea, purpose, tone

เป้าหมายของ Scanning:

  • หาข้อมูลเฉพาะเจาะจงที่ต้องการ
  • ประหยัดเวลาโดยข้ามส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ตอบคำถามที่ต้องการรายละเอียดเฉพาะ เช่น ตัวเลข ชื่อ วันที่

ในข้อสอบ TOEIC ทั้งสองเทคนิคมีประโยชน์ แต่ใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน บางคำถามต้องใช้ Skimming เพื่อเข้าใจบริบทโดยรวม บางคำถามก็ใช้ Scanning เพื่อหาคำตอบที่เฉพาะเจาะจง และบางครั้งก็ต้องใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน

การอ่านข่าวภาษาอังกฤษสั้น ๆ ง่าย ๆ จากเว็บไซต์ต่างๆ ก็เป็นการฝึก Skimming และ Scanning ไปในตัว เพราะข่าวมักมีโครงสร้างชัดเจน และมีรายละเอียดเฉพาะที่สามารถ scan หาได้ง่าย

ใช้ Skimming ก่อน หรือ Scanning ก่อน แบบไหนดีกว่า

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ในข้อสอบ TOEIC ควรใช้เทคนิคไหนก่อนกัน คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทของข้อสอบและคำถาม

กรณีที่ควร Skim ก่อน: ถ้าข้อสอบเป็นบทความยาว และมีคำถามหลายข้อที่ถามเกี่ยวกับบทความนั้น การ skim อ่านภาพรวมก่อนจะช่วยให้เข้าใจบริบท และทำให้การ scan หาคำตอบในภายหลังง่ายขึ้น

กรณีที่ควร Scan ก่อน (หรือใช้แค่ Scan): ถ้าคำถามถามถึงรายละเอียดเฉพาะเจาะจง เช่น เวลา ราคา หรือชื่อสถานที่ และไม่จำเป็นต้องเข้าใจบทความทั้งหมด ก็ไม่ต้อง skim ให้เสียเวลา แค่ scan หาคำตอบเลยก็ได้

แนวทางที่แนะนำ: สำหรับบทความยาวใน Part 7 หลายคนแนะนำให้อ่านคำถามก่อน แล้วจึง skim บทความเพื่อเข้าใจภาพรวม จากนั้นจึงค่อย scan หาคำตอบตามคำถามทีละข้อ วิธีนี้ช่วยให้มีทิศทางในการอ่าน และไม่เสียเวลาอ่านส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม แต่ละคนมีสไตล์การอ่านที่ต่างกัน บางคนอาจชอบ skim ก่อนเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจบริบท บางคนอาจชอบอ่านคำถามแล้ว scan เลย ลองทดสอบดูว่าวิธีไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด

การศึกษาสํานวนภาษาอังกฤษที่ออกสอบบ่อยก็จะช่วยให้เข้าใจบริบทของบทความได้ดีขึ้น ทำให้ Skimming มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

สรุป เทคนิค Skimming & Scanning ช่วยให้ทำ TOEIC ทันจริงไหม

ตอบเลยว่า ใช่ ช่วยจริง แต่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญ เพราะทั้ง Skimming และ Scanning เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึก ไม่ใช่แค่รู้แล้วทำได้ทันที

การใช้เทคนิคเหล่านี้จะช่วยลดเวลาในการอ่านลงอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วน Reading ที่มีข้อความเยอะและเวลาจำกัด แทนที่จะอ่านทุกคำทุกประโยค ก็สามารถ skim เพื่อเข้าใจภาพรวม และ scan เพื่อหาคำตอบที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ควรทำเพื่อให้ Skimming และ Scanning มีประสิทธิภาพ:

  1. ฝึกอ่านบทความภาษาอังกฤษบ่อย ๆ – ยิ่งอ่านมาก ยิ่งจับใจความได้เร็ว และสายตาก็จะชินกับการ scan หาข้อมูล
  2. ทำข้อสอบจำลองหลาย ๆ ชุด – เพื่อให้เข้าใจรูปแบบคำถามและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้เทคนิคไหน
  3. จับเวลาตัวเอง – เพื่อฝึกให้อ่านเร็วขึ้นและจัดการเวลาได้ดีขึ้น
  4. อย่าพยายามอ่านทุกคำ – ต้องยอมรับว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำในบทความ แค่เข้าใจพอที่จะตอบคำถามได้ก็เพียงพอ

ท้ายที่สุดแล้ว การสอบ TOEIC ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ทางภาษาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์และการบริหารเวลาด้วย เทคนิค skimming และ scanning เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทำข้อสอบได้ทันเวลา และได้คะแนนตามที่ตั้งเป้าไว้ ลองฝึกใช้ดูตั้งแต่วันนี้ แล้วจะเห็นความแตกต่างอย่างแน่นอน