การสอบ TOEIC Listening and Reading Test วัดทักษะการฟังและการอ่านภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ หรือคะแนนเต็มรวมอยู่ที่ 990 คะแนน โดยแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนละ 495 คะแนน ซึ่งโดยหลักการแล้ว การสอบ TOEIC ไม่มีเกณฑ์สอบตกหรือสอบผ่าน ที่กำหนดโดยผู้จัดสอบโดยตรง แต่การพิจารณาว่าคะแนนที่ได้ “ผ่านเกณฑ์” หรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบันการศึกษา องค์กร หรือตำแหน่งงานที่คุณต้องการนำคะแนนไปใช้ บทความนี้ Memmoread จะพาผู้อ่านไปทำความรู้จัก TOEIC Score ในทุกแง่มุมกัน

TOEIC

เกณฑ์การให้คะแนน TOEIC

ข้อสอบ TOEIC Listening & Reading Test มีทั้งหมด 200 ข้อ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Listening Comprehension และ Reading Comprehension โดยในแต่ละส่วนมี 100 ข้อ ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องในแต่ละส่วน (คะแนนดิบ) จะถูกนำไปแปลงเป็นคะแนนมาตราส่วน (Scaled Score) ตั้งแต่ 5 ถึง 495 คะแนน

คะแนน Listening Part

      • คะแนนเต็ม: 495 คะแนน

      • จำนวนข้อสอบ: 100 ข้อ

      • เวลา: 45 นาที

      • ลักษณะข้อสอบ: วัดความสามารถในการทำความเข้าใจภาษาอังกฤษที่พูดในสภาพแวดล้อมจริง เช่น บทสนทนา คำประกาศ หรือข้อความที่สื่อสารในที่ทำงาน

    คะแนนดิบในส่วน Listening (จำนวนข้อที่ตอบถูก) จะถูกนำมาเทียบกับตารางแปลงคะแนนเฉพาะ เพื่อให้ได้ TOEIC Score ในส่วน Listening ที่มีช่วงคะแนน 5-495

    คะแนน Reading Part

        • คะแนนเต็ม: 495 คะแนน

        • จำนวนข้อสอบ: 100 ข้อ

        • เวลา: 75 นาที

        • ลักษณะข้อสอบ: วัดความสามารถในการทำความเข้าใจภาษาอังกฤษที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น อีเมล บันทึก ข้อความ หรือบทความในบริบทธุรกิจ

      เช่นเดียวกับส่วน Listening คะแนนดิบในส่วน Reading จะถูกนำมาเทียบกับตารางแปลงคะแนนเฉพาะ เพื่อให้ได้ TOEIC Score ในส่วน Reading ที่มีช่วงคะแนน 5-495

       

      คะแนนรวม TOEIC Score ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปจะอยู่ในช่วง 10 ถึง 990 คะแนน (คะแนนต่ำสุด 10, คะแนนสูงสุด 990)

      TOEIC

      TOEIC Score มีกี่ระดับ และแต่ละระดับหมายถึงอะไร?

      คะแนน TOEIC มีการแบ่งระดับความสามารถของผู้สอบอย่างเป็นทางการ โดยอิงตามเกณฑ์มาตรฐานความสามารถทางภาษาของยุโรป (Common European Framework of Reference for Languages หรือ CEFR) และมีคำอธิบายความสามารถที่แตกต่างกันออกไป โดยแบ่งได้เป็น 6 ระดับหลัก ดังนี้

       

      คะแนน TOEIC Score (รวม) ระดับความชำนาญตาม ETS (ผู้จัดสอบ) เทียบเท่าระดับ CEFR ความสามารถในการใช้ภาษา
      905 – 990 International Professional Proficiency C1 (ระดับสูง) สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์ด้วยความเป็นมืออาชีพ เข้าใจรายละเอียดที่ซับซ้อนได้ดี
      785 – 900 Working Proficiency Plus B2 (ระดับกลางค่อนสูง) สามารถใช้ภาษาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสื่อสารเรื่องทั่วไปและเรื่องเฉพาะทางได้ดี
      605 – 780 Limited Working Proficiency B1 (ระดับกลาง) สามารถใช้ภาษาในการสื่อสารทั่วๆ ไปได้ในระดับดี แต่อาจมีข้อจำกัดในการใช้ภาษาในบริบทการทำงานที่ซับซ้อน
      405 – 600 Elementary Proficiency Plus A2 (ระดับพื้นฐาน) สามารถเริ่มบทสนทนาและสื่อสารในการสนทนาแบบต่อหน้าทั่วๆ ไปได้อย่างจำกัด เข้าใจข้อความง่ายๆ
      255 – 400 Elementary Proficiency A2 (ระดับพื้นฐาน) มีทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารอย่างจำกัด สามารถสนทนาได้เฉพาะเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมาก
      10 – 250 Basic Proficiency A1 (ระดับเริ่มต้น) สามารถใช้ทักษะการสื่อสารเพื่อเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่จำเป็นและพื้นฐานเท่านั้น

      โดยทั่วไปแล้ว การได้ TOEIC Score ตั้งแต่ 605 คะแนนขึ้นไป (Limited Working Proficiency) มักจะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถนำไปใช้ในการสมัครงานหรือยื่นเป็นคุณสมบัติในระดับเบื้องต้นถึงปานกลางได้

      เกณฑ์ขั้นต่ำ TOEIC Score ขององค์กรต่าง ๆ

      เกณฑ์การพิจารณาว่า TOEIC Score เท่าไหร่ถึงจะ “ผ่าน” จะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กร สายงาน หรือตำแหน่งงานอย่างชัดเจน ตัวอย่างเกณฑ์ขั้นต่ำโดยประมาณขององค์กรในประเทศไทยมีดังนี้

          • งานทั่วไปที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษมากนัก ใช้ขั้นต่ำ 400 – 550 คะแนน

          • บริษัทขนาดใหญ่/มหาชน (เช่น ปตท., SCG) ใช้ขั้นต่ำ 500 – 600 คะแนนขึ้นไป

          • สายการบิน (ตำแหน่งพนักงานต้อนรับ/ลูกเรือ)  ใช้ขั้นต่ำ 600 – 750 คะแนนขึ้นไป

        สามารถอ่านเนื้อหาเกณฑ์ขั้นต่ำคะแนน TOEIC ขององค์กรต่าง ๆ กว่า 30 องค์กรเพิ่มเติมได้ และหากคุณตั้งเป้าหมายที่จะแข่งขันในตลาดงานระดับสูงหรือบริษัทข้ามชาติ การมี TOEIC Score ในช่วง 750 คะแนนขึ้นไป ถือเป็นระดับที่สร้างความได้เปรียบและโดดเด่นอย่างมาก

        วิธีเตรียมตัวเพิ่มคะแนน TOEIC ให้ถึงเป้าหมาย

        การเพิ่ม TOEIC Score ให้ถึงระดับที่ต้องการต้องอาศัยการวางแผนอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจข้อสอบและฝึกฝนทักษะที่จำเป็นอย่างเข้มข้น

        1. ทำความเข้าใจกับรูปแบบข้อสอบ TOEIC

        ก่อนเริ่มฝึกฝนจริง การรู้ “เกม” เป็นสิ่งสำคัญ ข้อสอบ TOEIC Listening & Reading Test มี 7 Parts แบ่งเป็น Listening 4 Parts และ Reading 3 Parts

            • Listening (100 ข้อ): เน้นความเข้าใจภาพถ่าย (Part 1), คำถาม-คำตอบสั้นๆ (Part 2), บทสนทนา (Part 3), และบทพูดคนเดียว/ประกาศ (Part 4)

            • Reading (100 ข้อ): เน้นการเติมประโยคให้สมบูรณ์ (Part 5), เติมข้อความในย่อหน้า (Part 6), และการอ่านจับใจความจากเอกสารต่างๆ (Part 7: Single/Multiple Passages)

          การทราบว่าแต่ละ Part เน้นวัดทักษะอะไร จะช่วยให้คุณจัดสรรเวลาฝึกฝนและวางแผนการทำข้อสอบได้ดียิ่งขึ้น

          2. ฝึกทำข้อสอบจำลอง (Mock Test) อย่างสม่ำเสมอ

          การทำ Mock Test เต็มรูปแบบ (200 ข้อ ในเวลา 2 ชั่วโมง) เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดในการเพิ่ม TOEIC Score เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์จริงเพื่อฝึกฝนและค้นหาจุดอ่อน

              • 1. จำลองสภาพแวดล้อมและจับเวลาเคร่งครัด: ฝึกทำข้อสอบเต็มชุดภายใต้สภาวะที่ไร้สิ่งรบกวนและ จับเวลา 120 นาที อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับความกดดันด้านเวลา โดยเฉพาะใน Reading Part (100 ข้อ/75 นาที)

              • 2. ฝึกบริหารเวลาตามกลยุทธ์: การฝึกจับเวลาจะช่วยให้คุณจัดสรรเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้เวลาใน Part 5 (ไวยากรณ์) เพียง 10 นาที เพื่อให้มีเวลาเหลือมากพอสำหรับ Part 7 (การอ่านจับใจความ) ที่ต้องใช้เวลามากที่สุด

              • 3. วิเคราะห์หลังสอบทุกครั้ง: หลังทำเสร็จ ต้องวิเคราะห์ข้อที่ผิดทุกข้อ เพื่อระบุจุดอ่อนที่แท้จริง (เช่น อ่อนไวยากรณ์, ฟังสำเนียงไม่ทัน, ไม่รู้คำศัพท์เฉพาะทาง) แล้วนำไปปรับปรุงการเรียนรู้เฉพาะจุดอย่างตรงเป้าหมาย

            ควรฝึกทำ Mock Test หรือข้อสอบจำลองพาร์ท Reading  และข้อสอบจำลองพาร์ท Listening อย่างน้อย 3-5 ชุด ก่อนถึงวันสอบจริง และวิเคราะห์ผลอย่างละเอียดเพื่อการพัฒนาที่ก้าวกระโดด

            3. เพิ่มคลังคำศัพท์ TOEIC ที่ออกบ่อย

            ข้อสอบ TOEIC มีชุดคำศัพท์ที่ใช้ซ้ำๆ ในบริบททางธุรกิจ การเงิน การตลาด และการเดินทาง การมีคลังคำศัพท์ TOEIC ที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับ Part 5, 6, และ 7

                • เน้นคำศัพท์กลุ่มธุรกิจ: เช่น Contract, Invoice, Policy, Quarterly, Deadline, Shipment, Revenue, Budget

                • เรียนรู้ศัพท์ตามบริบท: แทนที่จะท่องศัพท์แบบโดดๆ ให้ท่องศัพท์ในรูปแบบวลีหรือประโยคที่มักปรากฏในข้อสอบ

                • คำศัพท์ที่มาพร้อมกัน (Collocations): เช่น make a decision, submit a proposal, attend a conference ซึ่งช่วยให้ทำข้อสอบ Part 5 และ 6 ได้เร็วขึ้น

              การเรียนรู้คำศัพท์ที่ออกสอบบ่อยจะช่วยให้คุณสามารถตอบคำถามในข้อสอบได้อย่างรวดเร็วและเพิ่ม TOEIC Score ได้อย่างมีนัยสำคัญ

              4. วางแผนเวลาอ่านสอบและกำหนดเป้าหมายคะแนน

              การวางแผนเป็นหัวใจสำคัญของการเตรียมสอบที่มีประสิทธิภาพ

                  • กำหนดเป้าหมายคะแนน: ตั้งเป้าหมาย TOEIC Score ที่ชัดเจน เช่น “ฉันต้องการ 750 คะแนนภายใน 2 เดือน”

                  • แบ่งเวลาฝึกฝน: จัดตารางอ่านหนังสือและฝึกทำข้อสอบให้สอดคล้องกับจุดอ่อนของคุณ เช่น หากอ่อน Part 7 อาจจัดเวลา 30 นาทีต่อวันสำหรับการอ่านบทความภาษาอังกฤษยาวๆ

                  • ทบทวนไวยากรณ์: เน้นไวยากรณ์ที่ออกสอบบ่อย เช่น Tenses, Clauses, Word Families (การเปลี่ยนรูปคำ), และ Prepositions ซึ่งมีผลโดยตรงกับ Part 5 และ 6

                การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและการฝึกฝนอย่างมีวินัยจะช่วยนำทางให้คุณไปสู่ TOEIC Score ที่เป็นที่ต้องการของตลาดได้อย่างแน่นอน

                สรุป

                TOEIC Score เป็นเครื่องมือวัดระดับความสามารถภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แม้จะไม่มีการสอบตก/สอบผ่านอย่างเป็นทางการ แต่การมีคะแนนในระดับ 605 คะแนนขึ้นไป ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการแข่งขันในตลาดแรงงาน หากคุณตั้งเป้าหมายในการทำงานกับบริษัทชั้นนำหรือองค์กรข้ามชาติ การมุ่งสู่ TOEIC Score ที่ 750 คะแนนขึ้นไป จะช่วยเพิ่มโอกาสของคุณได้อย่างมหาศาล

                การเตรียมตัวสอบอย่างมีกลยุทธ์ ทั้งการทำความเข้าใจรูปแบบข้อสอบ การฝึกทำ Mock Test การเพิ่มคลังคำศัพท์เฉพาะทาง และการบริหารเวลาในการทำข้อสอบ จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย TOEIC Score ที่ต้องการและเปิดโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตการทำงานของคุณได้อย่างแน่นอน