TOEIC vs TOEFL ITP ต่างกันยังไง เลือกสอบแบบไหนให้ตรงเป้าหมาย
หลายคนที่กำลังวางแผนสอบภาษาอังกฤษอาจเคยได้ยินทั้ง TOEIC, TOEFL iBT และ TOEFL ITP จนเริ่มสับสนว่าควรเลือกสอบอะไรดี โดยเฉพาะคำถามยอดฮิตอย่าง toeic vs itp ต่างกันยังไง เพราะทั้งสองแบบเป็นข้อสอบที่หลายมหาวิทยาลัย องค์กร และผู้เรียนในไทยรู้จักกันดี แต่จุดประสงค์ของข้อสอบไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย TOEIC จะเน้นภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ส่วน TOEFL ITP จะเน้นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการมากกว่า บทความนี้จะพาไปดูว่า toeic vs toefl itp แตกต่างกันอย่างไร เหมาะกับใคร ใช้ยื่นอะไรได้บ้าง และถ้าเป้าหมายคือสมัครงานหรือเรียนต่อ ควรเลือกสอบแบบไหนให้ตรงที่สุด
TOEIC คืออะไร เหมาะกับใคร
ก่อนจะเปรียบเทียบกับ TOEFL ITP ควรเข้าใจก่อนว่า TOEIC เป็นข้อสอบที่ออกแบบมาเพื่อวัดความสามารถภาษาอังกฤษในบริบทการทำงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในองค์กร เช่น การประชุม การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ อีเมล ประกาศ ตารางนัดหมาย และบทสนทนาในออฟฟิศ
จุดประสงค์ของการสอบ TOEIC
TOEIC มีจุดประสงค์หลักเพื่อวัดว่าผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานได้ดีแค่ไหน โดยข้อสอบที่นิยมในไทยมากที่สุดคือ TOEIC Listening and Reading ซึ่งวัดทักษะการฟังและการอ่าน คะแนนเต็ม 990 คะแนน บริษัทจำนวนมากจึงใช้คะแนน TOEIC เป็นเกณฑ์ประกอบการคัดเลือกพนักงาน หรือใช้วัดระดับภาษาอังกฤษของบุคลากรภายในองค์กร
TOEIC ใช้ทำอะไรได้บ้าง
คะแนน TOEIC มักใช้สมัครงาน ยื่นฝึกงาน สมัครสายการบิน งานโรงแรม งานบริษัทต่างชาติ หรือตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร หากเป้าหมายของผู้สอบคือการทำงาน การเริ่มศึกษารายละเอียดสมัครสอบ toeic และวางแผนทำคะแนนให้ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการ จะช่วยให้เตรียมตัวได้ชัดเจนขึ้น
TOEIC เหมาะกับคนสมัครงานจริงไหม
TOEIC เหมาะกับคนที่ต้องการใช้คะแนนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในเรซูเม่ โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่หรือคนทำงานที่อยากสมัครตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เพราะหลายบริษัทเข้าใจคะแนน TOEIC ดี และสามารถใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการประเมินทักษะภาษาอังกฤษได้ง่าย
TOEFL ITP คืออะไร ต่างจาก TOEFL iBT อย่างไร
เมื่อพูดถึง TOEFL หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นข้อสอบเดียวกันทั้งหมด แต่จริง ๆ แล้ว TOEFL มีหลายรูปแบบ โดย TOEFL iBT และ TOEFL ITP มีจุดประสงค์การใช้งานต่างกันพอสมควร
TOEFL ITP ใช้วัดทักษะอะไร
TOEFL ITP เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความสามารถภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย Listening Comprehension, Structure and Written Expression และ Reading Comprehension จึงเน้นทั้งการฟัง การอ่าน และความเข้าใจโครงสร้างภาษาอังกฤษ คะแนนที่พบได้บ่อยใน TOEFL ITP Level 1 จะอยู่ในช่วง 310-677 คะแนน
TOEFL ITP เหมาะกับใคร
TOEFL ITP เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการวัดระดับภาษาอังกฤษในบริบทการเรียน เช่น ใช้ยื่นในมหาวิทยาลัย ใช้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนบางประเภท หรือใช้วัดระดับภาษาอังกฤษภายในสถาบัน อย่างไรก็ตาม หากต้องการยื่นเรียนต่อต่างประเทศ ควรตรวจสอบเงื่อนไขให้ดี เพราะหลายแห่งอาจต้องการ TOEFL iBT มากกว่า TOEFL ITP
TOEFL ITP ใช้ยื่นอะไรได้บ้าง
TOEFL ITP มักใช้กับมหาวิทยาลัย โครงการภายในประเทศ หรือการประเมินระดับภาษาอังกฤษในสถาบันการศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทน TOEFL iBT ได้ทุกกรณี ดังนั้นก่อนสมัครสอบ ควรเช็กกับหน่วยงานปลายทางก่อนเสมอว่าเขารับคะแนน TOEFL ITP หรือไม่
TOEIC vs TOEFL ITP ต่างกันยังไง
หากถามว่า toeic กับ itp ต่างกันยังไง คำตอบหลักคือ TOEIC วัดภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ส่วน TOEFL ITP วัดภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ แม้ทั้งสองข้อสอบจะมีพาร์ต Listening และ Reading เหมือนกัน แต่บริบทของเนื้อหาและการนำคะแนนไปใช้แตกต่างกัน
TOEIC จะพบเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงาน เช่น อีเมล ตารางเวลา การนัดหมาย ลูกค้า การเดินทาง และประกาศในองค์กร ส่วน TOEFL ITP จะพบเนื้อหาแนวห้องเรียน บทบรรยายเชิงวิชาการ บทอ่าน และ Grammar ที่เป็นทางการมากกว่า ดังนั้นการเลือกสอบจึงควรเริ่มจากเป้าหมายของผู้สอบ ไม่ใช่เลือกจากความนิยมเพียงอย่างเดียว
โครงสร้างข้อสอบ TOEIC และ TOEFL ITP ต่างกันอย่างไร
โครงสร้างข้อสอบเป็นอีกจุดที่ควรดูให้ชัด เพราะส่งผลต่อวิธีเตรียมตัวโดยตรง หากรู้ว่าข้อสอบเน้นพาร์ตไหน ก็จะวางแผนอ่านหนังสือและฝึกทำโจทย์ได้ตรงมากขึ้น
โครงสร้าง TOEIC Listening and Reading มี 2 พาร์ตหลัก คือ Listening และ Reading รวม 200 ข้อ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
โครงสร้าง TOEFL ITP โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 3 พาร์ต คือ Listening Comprehension, Structure and Written Expression และ Reading Comprehension ทำให้ TOEFL ITP มีส่วนที่เน้น Grammar และโครงสร้างประโยคชัดกว่า TOEIC
คะแนน TOEIC กับ TOEFL ITP เทียบกันได้ไหม
หลายคนอยากรู้ว่าคะแนน TOEIC กับ TOEFL ITP เทียบกันได้หรือไม่ แต่โดยทั่วไปไม่ควรเทียบแบบตรงตัว เพราะข้อสอบทั้งสองแบบออกแบบมาเพื่อวัดคนละบริบท คะแนน TOEIC ไม่ได้บอกความสามารถเชิงวิชาการโดยตรง และคะแนน TOEFL ITP ก็ไม่ได้สะท้อนภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานแบบเดียวกับ TOEIC เสมอไป
ถ้าหน่วยงานหรือบริษัทระบุว่าต้องใช้คะแนน TOEIC ก็ควรสอบ TOEIC แต่ถ้ามหาวิทยาลัยหรือโครงการกำหนด TOEFL ITP ก็ควรสอบตามที่ระบุ เพราะการใช้คะแนนผิดประเภทอาจทำให้ยื่นไม่ผ่านเงื่อนไขได้
ถ้าอยากสมัครงาน ควรสอบ TOEIC หรือ TOEFL ITP
สำหรับคนที่มีเป้าหมายสมัครงานในไทย TOEIC มักเป็นตัวเลือกที่ตรงกว่า เพราะบริษัทจำนวนมากคุ้นเคยกับคะแนน TOEIC และใช้เป็นเกณฑ์คัดกรองภาษาอังกฤษเบื้องต้น โดยเฉพาะตำแหน่งที่ต้องอ่านเอกสาร ตอบอีเมล ประสานงาน หรือสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ
ทำไมบริษัทส่วนใหญ่มักดูคะแนน TOEIC
บริษัทมักดู TOEIC เพราะคะแนนเข้าใจง่าย มีช่วงคะแนนชัดเจน และเนื้อหาข้อสอบเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทำงานโดยตรง ทำให้ฝ่าย HR ใช้ประเมินทักษะภาษาอังกฤษเบื้องต้นได้สะดวกกว่า TOEFL ITP ที่เน้นบริบทการเรียนและโครงสร้างภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ
สายงานที่มักใช้คะแนน TOEIC
สายงานที่มักใช้คะแนน TOEIC ได้แก่ งานสายการบิน โรงแรม ท่องเที่ยว นำเข้า-ส่งออก บริษัทต่างชาติ งานบริการลูกค้าต่างประเทศ งานเลขานุการ งานประสานงาน และงานที่ต้องใช้เอกสารภาษาอังกฤษเป็นประจำ หากสนใจเรื่อง Toeic สมัครงาน การมีคะแนน TOEIC ที่ดีจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้โปรไฟล์ได้มากขึ้น
คะแนน TOEIC ช่วยเพิ่มโอกาสสมัครงานอย่างไร
คะแนน TOEIC ช่วยให้ผู้สมัครแสดงให้เห็นว่ามีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับที่องค์กรนำไปต่อยอดได้ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้สมัครหลายคนที่ประสบการณ์ใกล้เคียงกัน คะแนน TOEIC อาจกลายเป็นจุดเสริมที่ทำให้เรซูเม่ดูโดดเด่นขึ้น
ถ้าใช้เรียนต่อหรือวัดระดับภาษาอังกฤษ ควรเลือกสอบแบบไหน
หากเป้าหมายคือการเรียนต่อหรือใช้ยื่นกับสถาบันการศึกษา TOEFL ITP อาจเหมาะกว่าในบางกรณี เพราะข้อสอบเน้นภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ แต่หากเป็นการเรียนต่อต่างประเทศ ควรตรวจสอบให้ชัดว่าสถาบันรับ TOEFL ITP หรือ TOEFL iBT เพราะหลายมหาวิทยาลัยต่างประเทศมักกำหนด TOEFL iBT เป็นหลัก
ในทางกลับกัน หากเป้าหมายคือสมัครงาน ฝึกงาน หรือใช้ในองค์กร TOEIC มักตอบโจทย์มากกว่า เพราะเนื้อหาข้อสอบใกล้กับโลกการทำงาน และคะแนนเป็นที่คุ้นเคยในตลาดแรงงานไทยมากกว่า
เตรียมตัวสอบ TOEIC กับ TOEFL ITP ต่างกันอย่างไร
การเตรียมตัวสอบ TOEIC ควรเน้นคำศัพท์เกี่ยวกับงาน การฟังบทสนทนาในสถานการณ์จริง และการอ่านอีเมล ประกาศ หรือบทความสั้น ๆ ส่วน TOEFL ITP ควรเน้น Grammar โครงสร้างประโยค การอ่านเชิงวิชาการ และการฟังบทสนทนาหรือเลกเชอร์ในบริบทการเรียน
สำหรับคนที่เตรียมสอบ TOEIC การเลือกใช้ toeic หนังสือ ที่มีแบบฝึกหัดครบทั้ง Listening และ Reading จะช่วยให้คุ้นกับแนวข้อสอบมากขึ้น ส่วนคนที่เตรียม TOEFL ITP ควรฝึกทำโจทย์ Structure and Written Expression เพิ่มเติม เพราะเป็นพาร์ตที่ต่างจาก TOEIC อย่างชัดเจน
สรุป TOEIC vs TOEFL ITP ควรเลือกสอบอะไรดี
หากเป้าหมายของคุณคือสมัครงาน ใช้ยื่นกับบริษัท หรือเพิ่มโอกาสด้านอาชีพ TOEIC มักเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า แต่หากต้องการใช้คะแนนเพื่อวัดระดับภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ ยื่นกับมหาวิทยาลัย หรือเข้าร่วมโครงการที่ระบุ TOEFL ITP ก็ควรเลือกสอบ TOEFL ITP
สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าเลือกสอบจากชื่อข้อสอบที่คุ้นเคยเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าเป้าหมายของเราคืออะไร และหน่วยงานปลายทางต้องการคะแนนแบบไหน หากเลือกสอบถูกประเภทตั้งแต่แรก ก็จะช่วยประหยัดเวลา ค่าใช้จ่าย และเตรียมตัวได้ตรงจุดมากขึ้น
หากต้องการวางแผนเรียนภาษาอังกฤษและเตรียมสอบ TOEIC สามารถดูแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ memmoread
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TOEIC vs TOEFL ITP (FAQs)
ขึ้นอยู่กับพื้นฐานและความถนัดของแต่ละคน หากคุ้นกับภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน TOEIC อาจรู้สึกง่ายกว่า แต่ถ้าถนัด Grammar และบทอ่านเชิงวิชาการ TOEFL ITP อาจเหมาะกว่า
บางองค์กรอาจรับคะแนน TOEFL ITP แต่โดยทั่วไปบริษัทในไทยมักคุ้นเคยกับ TOEIC มากกว่า หากประกาศงานระบุคะแนน TOEIC ควรใช้ TOEIC ตามที่กำหนดจะปลอดภัยกว่า
ต้องตรวจสอบกับสถาบันปลายทางก่อน เพราะหลายมหาวิทยาลัยต่างประเทศต้องการ TOEFL iBT มากกว่า TOEFL ITP ดังนั้นไม่ควรสมัครสอบก่อนเช็กเงื่อนไข
ถ้าเป้าหมายคือสมัครงาน แนะนำเริ่มจาก TOEIC เพราะใช้ได้กว้างในตลาดงานไทย แต่ถ้าเป้าหมายเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยหรือโครงการวิชาการ ควรดูว่าปลายทางต้องการ TOEFL ITP หรือข้อสอบรูปแบบอื่น